Love and Honor 14 มิย.นี้ ที่ลิโด้
Love and Honor ชื่อไทย”เกียรติยศรัก คมดาบซามูไร” โอเคนะคะ ไม่เชยมาก 555
หน้าปกหนังสือ Yomiuri weekly หน้าปกที่รัก ภาพงานเปิดตัวหนังที่เทศกาลหนังโตเกียวปีที่แล้ว หนังสือ TT เองค่ะ

โปสการ์ดเวอร์ชั่นเมืองไทย ของ TT เอง เดี๋ยวหนังเข้า หาเก็บตามหน้าโรงกันนะคะ ดีจังเห็นหน้าที่รักด้วย

รีวิวหนังค่า TT ดูแล้ว … เป็นหนังซามูไร ที่มีฉากยิ้มๆ น่ารักๆ ให้ดูเหมือนกัน
ถึงเรื่องย่อจะรันทดมากกกกก แต่หนัง Love and Honor ไม่รันทดขนาดเรื่องย่อหรอกค่ะ
ถึงที่รักจะรับบทตาบอด แต่ในหนังเราก็ได้เห็นเสน่ห์ น่ารักๆ แบบของที่รักไม่น้อยนะคะ
นิสัยชอบแกล้งคน ก็มีให้เห็น ที่ดูเป็นตัวเขามากๆ ก็บุคลิกแบบผู้ชายที่มีความเป็นเด็กเกเรอยู่ในตัวนั่นแหละ
บทจะดื้อก็ดื้อเหลือใจ (555 ดื้อๆแบบนี้แหละคะที่ TTรัก) ที่รักแสดงเหมือนเป็นตัวเขาเลยอ่ะคะ
ผู้กำกับฯ โยจิ ยามาดะ รักษาเอกลักษณ์ทำหนังซามูไรได้น่ารัก แต่จับใจเช่นเคย
จะแค่ไปดูหน้าที่รักของ TT หรือดูคุณภาพหนัง ก็คุ้มค่ะ อย่าลืมไปดูที่โรงหนังกันนะคะ ทุกท่านจ๋า….
รวมถึงใครที่สั่ง DVD ไปแล้ว ก็แนะนำว่า ควรไปดูที่รักเต็มๆ บนจอใหญ่ด้วยนะคะ
ดูที่รักเต็มๆ ตาบิ๊กเบิ้มกว่ากันเยอะ 555
ข้อมูลภาพยนตร์ LOVE AND HONOR
Original Japanese title; Bushi no Ichibun
2006 / 35mm / 121min / Color / Dolby SRD / 1:1.85
Director: Yoji Yamada (The Twilight Samurai, The Hidden Blade)
Starring: Takuya Kimura (2046)
ชื่อไทย เกียรติยศรัก คมดาบซามูไร
เว็ปไซด์ www.shochikufilms.com
ภาพยนตร์แนว โรแมนติก/ ดราม่า
กำหนดฉาย 14 มิถุนายน 2550
โรงภาพยนตร์ ลิโด้ เท่านั้น
เกร็ด - ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นตอนสุดท้ายของไตรภาคชุดซามูไรของ ผู้กำกับฯ “โยจิ ยามาดะ”
หลังความสำเร็จของภาพยนตร์ซามูไร “Twilight Samurai ” และ “The Hidden Blade”
- ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 13 รางวัล ในงานประกาศผลรางวัล “Japanese Academy”
ครั้งที่ 30 คว้า 3 รางวัลยอดเยี่ยม คือ รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
กำกับแสงยอดเยี่ยม ได้รับเกียรติเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 57 ปี 2007
ณ ประเทศเยอรมนี
นักแสดง ทาคูยะ คิมูระ (Hero, 2046)
ผู้กำกับ โยจิ ยามาดะ (Twilight Samurai, The Hidden Blade)

INTRODUCTION“ชินโนโจ มิมูระ” (Shinnojo Mimura) เป็นซามูไรหางแถวในสายอูนาซากะ (Unasaka clan)มีชีวิตอย่างสมถะอยู่กับคาโยะ (Kayo) ภรรยาสุดที่รักของเขา“ผมอยากลาออกจากงานนี้ แล้วมาสอนเด็ก ๆ ฟันดาบ” เขาเผย แต่แล้วความมืดมนก็มาพรากวันเวลาที่เคยสงบสุขแสนสบายของเขาเมื่อเขาชิมอาหารเพื่อตรวจสอบยาพิษก่อนถึงปากของหัวหน้าตามหน้าที่และพิษนั้นทำให้ดวงตาของเขาบอดสนิท ภาระกิจที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเขาพร่ำบ่นว่าน่าเบื่อขนาดไหน แต่มาวันนี้เขาก็ไม่อาจทำหน้าที่นั้นได้อีกต่อไป มีเพียงคำพูดให้กำลังใจของคาโยะเท่านั้น ที่ฉุดรั้งชินโนโจผู้สิ้นหวังไม่ให้ฆ่าตัวตาย
แต่เธอต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้โทยะ ชิมาดะ (Toya Shimada) หัวหน้าเจ้าหน้าที่เอารัดเอาเปรียบ ชิมาดะก็ย้ำเตือนให้เธอยอมเสียสละเล็ก ๆ น้อย ๆเพื่อเห็นแก่สามีสุดที่รักของเธอเองชินโนโจทำใจไม่ได้ เขารู้สึกว่าการกระทำเยี่ยงนี้ไม่ต่างกับถูกภรรยาสวมเขาจึงประกาศขอหย่าขาดจากเธอ และปฏิญาณว่า จะแก้แค้นอย่างสาสม แต่ชิมาดะเป็นนักดาบมือหนึ่งชินโนโจจะชนะการดวลดาบอย่างบ้าระห่ำไร้สติครั้งสำคัญหรือไม่แล้วเขาจะรักษาแผลใจให้กลับมารักภรรยาได้อีกครั้งไหมLove and Honor ดัดแปลงนิยายของ ชูไฮ ฟูจิซาว่า (Shuhei Fujisawa) เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3ในไตรภาคของโยจิ ยามาดะ (Yoji Yamada) ผู้กำกับภาพยนตร์เลือกเรื่องสั้นเรื่อง“The Blind Sword: Echo of Vengeance ” จากชุด“The Hidden Blade: Autumn Breeze Collection” ที่เน้นเรื่องราวของตัวละครซึ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะแต่มุ่งมั่นอุทิศตัวเพื่อหน้าที่และครอบครัว เขาปฏิบัติภาระกิจอย่างสุดความสามารถทุกๆ วันซึ่งผู้กำกับประทับใจที่มันสะท้อนให้เห็นถึง ความรักและจิตวิญญาณ ในแบบที่ครั้งหนึ่งคนญี่ปุ่นเคยยึดมั่นถือมั่น สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่มีความสุขเปี่ยมล้นความสุขเล็กๆ น้อย ๆ ในแต่ละวันของคนทั้งคู่ ถ่ายทอดผ่านคำพูดคำจาดี ๆ ที่มีให้แก่กัน,ผ่านอาหารแต่ละมื้อถึงแม้จะมีเพียงข้าวสวยร้อนๆ กับหัวมัน , ผ่านความสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านหลังน้อย
เสียงเจื้อยแจ้วของนกกระจิบสองตัวที่พวกเขาเลี้ยงไว้ ชีวิตเรียบง่าย
แต่มีความสุขล้นเหลืออย่างนี้สามารถสัมผัสได้จริง แต่เมื่อมันถูกพรากไป
เมื่อภรรยาสุดที่รักของเขาจำใจยอมพลีเรือนร่างเพื่อสามี เขาจึงยอมพลีชีพ ท้าดวลเพื่อเรียกร้องเกียรติยศ
และศักดิ์ศรีให้กับเธอ ความรักที่แสดงออกให้กันและกัน
นำมาสู่การดวลดาบเพื่อกำจัดความความมืดมิดที่ครอบคลุมจิตใจเขา “ความตั้งใจที่จะพัฒนาฝีไม้ลายมือในการดวลดาบ ทั้ง ๆ ที่สภาพร่างกายไม่อำนวยแล้วนี่
จะทำให้คุณลุ้นไปกับเขา มันทำให้ผมนึกถึง “เคน ทาคาคูระ” (Ken Takakura) ที่ผมเคยดู”ผู้กำกับยามาดะกล่าว ยกย่อง ”ทาคูยะ คิมูระ” (Takuya Kimura) ที่รับบท “ชินโนโจ มิมูระ” (Shinnojo Mimura)ชายหนุ่มซึ่งมีชะตากรรมอันโหดร้ายทำให้เขาต้องตาบอดมืดสนิททาคุยะ คิมูระ เป็นนักแสดงชายที่ได้รับความสนใจทั้งในญี่ปุ่น และนักสร้างภาพยนตร์ระดับโลก ร่วมแสดงใน “2046” ของหว่อง การ์-ไว (Wong Kar-Wai)ที่เปิดฉายในเทศกาลหนัง Cannes International Film Festival แต่ Love and Honor แตกต่างออกไปเพราะทาคุยะ ต้องรับบทเป็นซามูไรตาบอด จึงจำเป็นต้องแสดงออกผ่านความสามารถเชิงการแสดงล้วน ๆโดยการใช้ทักษะเคนโด้ ที่เขาร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งก็มีให้เห็นหลายฉาก อาทิ ฉากในสวนที่เขาประกาศแก้แค้นและกวัดแกว่งดาบไม้ที่ใช้สำหรับซ้อมอย่างดุดันอยู่เพียงลำพัง และฉากที่เขาเกรี้ยวกราดในลานซ้อมยูโดเพื่อขอร้องให้ครูดาบยอมสอนวิชาฟันดาบให้กับเขา ความแค้นคับอก กับเทคนิคการแสดงของเขา
ส่งให้ฉากดวลดาบตอนท้ายไม่ได้เป็นเพียงการประดาบที่คุ้นตากันมาก่อน หากแต่เลิศล้ำด้วยลีลาการตีโต้ตอบ
และการวาดดาบยาวเข้าจู่โจมที่เขาแสดงได้สมจริงอย่างเหลือเชื่อทาคุยะ คิมูระตอบรับนำแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทันทีที่ผู้กำกับยามาดะทาบทามเพราะนี่คือโอกาสที่จะได้ “แสดงให้เห็นถึงความสามารถของทาคูยะ คิมูระ (Takuya Kimura)ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” และสวมบทเป็นชินโนโจราวสวมวิญญาณทาคุยะยังมากองถ่ายทุกวัน “เพื่อเก็บบรรยากาศ” แม้จะไม่มีฉากที่เขาต้องแสดงก็ตามอย่างผ้าโพกศีรษะที่เขาผูกในฉากดวลดาบเป็นผ้าแถบที่คาโย่ ภรรยาซึ่งเขาประกาศหย่าขาดแล้วมักใช้มัดแขนเสื้อชุดกิโมโนเวลาทำงานบ้าน มันไม่ใช่ผ้าโพกศีรษะแบบที่ซามูไรมักผูกกันเวลาดวลดาบแต่คิมูระเสนอขึ้นมาเอง ทาคุยะ คิมูระยังแนะนำ “บทพูด”
ในฉากสำคัญ และสิ่งละอันพันละน้อยให้กับผู้กำกับยามาดะอยู่เรื่อย ๆ
ซึ่งก็ยิ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้กำกับเห็นถึง ความกระตือรืนล้นที่คิมูระอยากจะสวมวิญญาณเป็นตัวละครของเขาชนิดเต็มร้อย จนแทบจะกล่าวได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลพวงจากการร่วมไม้ร่วมมือกันเป็นอย่างดีของเพื่อนร่วมงานสองคน
ที่มีพลังอยากสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ด้วยกันอย่างมีความสุขส่วนคนที่มารับบทคาโยะ (Kayo) ภรรยาที่รักสุดหัวใจของ “ชินโนโจ มิมูระ” (Shinnojo Mimura)คือ เรอิ แดน (Rei Dan) นักแสดงสาวที่นำแสดงละครเวทีของคณะ Takarazuka Revue Companyมาหลายเรื่อง และนี่เป็นงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอหลังจากที่รอคอยกันมานานแสนนาน“มิตซูโกโร บันโด” (Mitsugoro Bando) นักแสดงคาบูกิ (Kabuki actor) ชื่อดังมารับบทชิมาดะ (Shimada) คนมีความสามารถแต่ฉ้อฉลใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบและเป็นนักดาบที่ขโมยภรรยาของชินโนโจ และต้องเผชิญหน้ากับเขาในการดวลดาบท้ายเรื่องส่วน “อิเนะ” (Aunt Ine) น้าหญิงจอมจุ้นของชินโนโจได้ คาโอริ โมโมอิ (Kaori Momoi) มารับบทนี้ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เธอก็ร่วมแสดงใน“Memoirs of a Geisha” ของ “ร็อบ มาแชล” (Rob Marshall)และกลายเป็นนักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานติดอันดับโลกนอกจากนั้นก็ยังมีนักแสดงดาวรุ่งมาร่วมแสดงด้วย ทั้ง “ทาเคชิ ซาซาโน่” (Takashi Sasano จาก “Bright Future”),“เคน โอกาตะ” (Ken Ogata จาก “The Hidden Blade”), และ “เน็นจิ โคบายาชิ“(Nenji Kobayashi จาก“The Twilight Samurai”)เรื่องย่อชินโนโจ มิมูระ (Shinnojo Mimura รับบทโดยทาคูยะ คิมูระ - Takuya Kimura)ต้องตาบอดมืดสนิทจากพิษที่อยู่ในอาหารพวกหอย-กุ้ง-ปู เมื่อเขาต้องชิมอาหารก่อนถึงปากนายตามหน้าที่ซึ่งเกิดจากการเตรียมอาหารกลางวันให้กับ ท่านเสนาที่ไม่รอบคอบชินโนโจเป็นเพียงซามูไรหางแถวที่คอยรับใช้ Lord’s Body of Attendants แลกกับข้าวปีละประมาณ 30 โคคุ(หนึ่งโคคุมีปริมาณราว 180.39 ลิตร) เขาก็ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ แต่มีความสุขเปี่ยมล้นกับคาโยะ(Kayo รับบทโดย เรอิ แดน - Rei Dan) และโทคูไฮ (Tokuhei รับบทโดย ทาเคชิ ซาซาโน่ - Takashi Sasano)คนรับใช้เก่าแก่ที่อยู่กับเขามาตั้งแต่พ่อของชินโนโจยังมีชีวิตอยู่คาโยะ กับ ทาคูไฮ ต่างช่วยกันทำงาน และคอยดูแลชินโนโจ หลังจากที่เขาต้องอยู่ในโลกมืดมองอะไรไม่เห็นไปชั่วชีวิตและไม่สามารถกลับไปทำงานรับใช้เจ้านายได้อย่างเดิม แถมยังกลายเป็นภาระกับคนอื่น ๆ ไปจนกว่าจะตายเขาสิ้นหวังสุด ๆ และพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกว้านท้อง ร้อนถึงคาโย่ต้องซ่อนดาบไว้อย่างมิดชิดและพยายามพูดจาหว่านล้อมให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะปลิดชีพตัวเอง“ฉันอยู่โดยไม่มีเธอไม่ได้หรอกนะ ถ้าเธอจะฆ่าตัวตายก็เอาเลย แต่พอเธอตาย ฉันก็จะใช้มีดเล่มเดียวกันฆ่าตัวตายตามเธอไป”แต่นั่นก็ไม่อาจเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ว่า ชินโนโจไม่อาจทำงานรับใช้เจ้านายได้อีกก่อนหน้านี้ชินโนโจเป็นกำลังสำคัญในหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน บัดนี้เขากลายเป็นปัญหาให้เดือดร้อนญาติมิตรไปทั่ว ลุงของชินโนโจซึ่งเป็นหัวหน้าบ้านสายใหญ่จึงเรียกคาโย่ให้เข้าพบโทยะ ชิมาดะ (Toya Shimada รับบทโดยมิตซูโกโร บันโด - Mitsugoro Bando) ผู้ดูแลบัญชีประจำตระกูล (Head Clerk) ซึ่งมีอิทธิพลสูงและขอร้องให้เขาเจือจานรายได้ให้กับชินโนโจ แม้จะเพียงครึ่งเดียวของตอนที่ยังทำงานให้กับเจ้านายอยู่ก็ตามทีในที่สุดกรณีปูนบำเน็ญของชินโนโจก็ได้รับข่าวดี“ครอบครัวมิมูระจะยังคงได้รับค่าจ้างสืบต่อไป เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของชินโนโจ มิมูระ (Shinnojo Mimura)สร้างไว้ และเขาจะได้รับการเลี้ยงดูไปชั่วชีวิต” ช่างเป็นความกรุณาเกินคาดจริง ๆค่ำคืนหนึ่งชินโนโจเอ่ยปากกับคาโยะว่า “ผมไม่คิดฆ่าตัวตายแล้วล่ะ ขอดาบคืนให้กับผมเถอะนะ”เธอมองสามีสุดที่รัก ซึ่งมีกำลังใจจะใช้ชีวิตต่อไปแ ล้วก็น้ำตาไหลอาบแก้มในขณะที่ชินโนโจค่อย ๆ ปรับตัวใช้ชีวิตในโลกมืดได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ น้าอิเนะ (Aunt Ine รับบทโดย คาโอริ โมโมอิ - Kaori Momoi) ก็แพร่งพรายข่าวลือมาถึงหูว่า คาโยะคบชู้ แม้ว่าชินโนโจจะไว้วางใจ และรักภรรยาของเขาอย่างสุดหัวใจแต่ก็ต้องทนทุกข์อย่างปวดร้าว, อิจฉาริษยา และปลีกตัวอยู่ในโลกมืดอย่างขมขื่นในที่สุดเขาก็ขอร้องให้โทคูไฮติดตามคาโย่ไปสืบหาความจริง ข่าวลือก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆคาโยะ รู้ตัวว่าโดนโทคูไฮตามมาสืบข่าว จึงตัดสินใจเล่าความจริงทุกอย่างให้เขารู้ชู้รักของเธอก็คือชิมาดะ ผู้ดูแลบัญชีประจำตระกูล (Head Clerk) ในเมื่อชินโนโจไม่อาจทำงานรับใช้เจ้านายได้เธอก็ต้องยอมแลกกับค่าจ้างด้วยเรือนร่างของเธอนั่นเอง“พอรู้ว่า ภรรยาต้องยอมพลีกายให้กับชายที่ปากหวานหว่านค่าจ้างเป็นข้าวแค่ปีละแค่ 30 โคคุ ก็ทำให้ผมอยากจะสำรอก เกียรติและศักดิ์ศรีของมิมูระอยู่ที่ไหนกัน ฉันจะต้องปกป้องชื่อเสียงของตระกูลเพื่อแลกกับข้าวแค่นี้น่ะหรือ”ชินโนโจพร่ำเพ้อปานขาดใจ“มันไม่เกี่ยวกับชื่อเสียงของมิมูระหรอกนะ แต่ที่ทำไปก็เพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้ต่างหาก”คาโยะ สารภาพในขณะที่เธออ้อนวอนให้เขาลงมือปลิดชีพของเธอเสียเลย ทั้งโกรธและอดสูชินโนโจจึงประกาศหย่าขาดจากเธอ คาโยะได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวของมิมูระมาตั้งแต่เด็กเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนให้พึ่งพา แต่เธอก็ก้มหน้าเก็บข้าวของที่มีเพียงไม่กี่ชิ้น แล้วเดินจากไปในความมืดอย่างรวดเร็วชินโนโจเริ่มฝึกฝนฝีไม้ลายมือในการประดาบ“ข้าจะขอดวลดาบกับคนที่มันมาขโมยเมียข้าไป ชื่อเสียงในฐานะซามูไรน่ะลบกันได้ แต่ไม่อาจจะหยามศักดิ์ศรีของซามูไรได้หรอก” ความโกรธดุดันทำให้เขาซุ่มซ้อมอย่างหนัก จนถึงขั้นอ่านใจคู่ต่อสู้ออกว่าจะมาไม้ไหนเลยทีเดียวในที่สุด ชินโนโจก็ล่วงรู้ว่า ชิมาดะเห็นคาโยะเป็นเพียงของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวมิหนำซ้ำเขายังไม่เสนอความดีความชอบว่าครั้งหนึ่งชินโนโจเคยรับใช้เจ้านายชั้นสูงของตระกูลให้เป็นที่ปรากฏด้วยซ้ำไปชินโนโจไม่อาจจะอดทนรอต่อไปได้อีกแล้ว เขาจึงนัดท้าดวลดาบกับชิมาดะชินโนโจพยายามทำใจให้ว่าง เพ่งสมาธิไปที่คู่ต่อสู้ คอยระวังว่าเขาจะเคลื่อนตัวไปทางไหนด้วยดวงตาที่บอดมืดสนิท ทางเดียวที่เขาจะชนะได้ก็คือการจับสัมผัสให้ได้ว่าคู่ต่อสู้จะเคลื่อนเข้าหาอย่างไรชินโนโจจำคำสอนของครูดาบได้ขึ้นใจ“จงนำความตายติดตัวของเจ้าไปด้วย อย่าให้ความกลัวตายเข้าครอบงำจิตใจแต่จงทำใจให้พร้อมรับความตาย แล้วนั่นแหละ เจ้าจะได้ชัยชนะ”ศึกดาบดวลชีวิตใกล้จะถึงจุดจบแล้ว…โยจิ ยามาดะ - ผู้กำกับภาพยนตร์ (Yoji Yamada: Director)ยามาดะจบการศึกษาจาก Tokyo University เมื่อปี 1954 และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับโชชิกุ (Shochiku) เขากำกับ “Stranger Upstairs” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 1961 จนกระทั่งปี 1969 เขาก็เปิดตัวภาพยนตร์ที่มีโทราซัง (Tora-san) เป็นพระเอก และได้รับความนิยมอย่างสูงจนสร้างภาคต่อมากถึง 48 ตอน ต่อมาในปี 2002 ภาพยนตร์เรื่อง “The Twilight Samurai” ก็สร้างชื่อเสียงให้กับเขากว้างไกลออกไปนอกประเทศญี่ปุ่น (Japan) ในตลาดต่างประเทศ เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (76th Academy Awards) สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film of the Year) หลังจากนั้น “The Hidden Blade” ตอนต่อของภาพยนตร์ซามูไรก็ได้เข้าชิงรางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์ Berlin Film Festivalยามาดะร่วมกับโมโตฟูมิ โทมิคาว่า (Motofumi Tomikawa) เจ้าของรางวัล ปาล์มทองคำ Palme d’Or จากภาพยนตร์ “The Eel” เขียนบทมหากาพย์ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง “Sea Without Exit” ที่กำกับโดยคิโยชิ ซาซาเบ (Kiyoshi Sasabe)ภาพยนตร์เรื่อง “Love and Honor” เป็นผลงานเรื่องที่ 46 ของยามาดะผลงานภาพยนตร์บางส่วนของยามาดะปี 1961 “Stranger Upstairs” หรือ “Nikai no Tanin”ปี 1970 “Where Spring Comes Late” หรือ “Kazoku”ปี 1972 “Home From the Sea” หรือ “Kokyo”
ปี 1977 “The Yellow Handkerchief” หรือ “Shiawase no KiiroiHankachi”
ปี 1980 “A Distant Cry From Spring” หรือ “Harukanaru Yama no Yobigoe” ที่รับรางวัล Jury Special Prize จากเทศกาลภาพยนตร์ที่มอนทรีออล (Montreal)
ปี 1988 “Hope And Pain” หรือ “Downtown Heroes” ที่ได้เข้าชิงรางวัลเทศกาลหนังเบอร์ลิน (Berlin Competition)
ปี 1991 “My Sons”หรือ “Musuko”
ปี 1998 “The New Voyage” หรือ “Gakko III”
ปี 2000 “fifteen” หรือ “Jugosai Gakko IV”
ปี 2002 “The Twilight Samurai” หรือ “Tasogare Seibei” เข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน (Berlin Competition) และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (Academy Awards) สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film)
ปี 2004 “The Hidden Blade” หรือ “Kakushi Ken, Oni no Tsume” ชิงรางวัลในเทศกาลหนังเบอร์ลิน (Berlin Competition)
Director’s Comments
คนญี่ปุ่นในยุคเอโดะ (Edo period) เป็นปลายสมัยปกครองโดยซามูไรและท่านโชกุน (Shogun) ซึ่งได้ชื่อว่า ‘มารยาทงาม, เรียบง่าย และสุภาพนอบน้อม ถึงวิถีการดำรงชีวิตแบบยากจนข้นแค้น แต่ก็สุจริต และความงดงามของบ้านเมืองในชนบทของญี่ปุ่นก็ราวกับอยู่ในยุคพระศรีอาริย์
‘Love and Honor’ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักแบบสงบเสงี่ยมเจียมตัว กับตำนานการแก้แค้น และศึกปะทะดาบที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผมพยายามเคารพภาพลักษณ์ของบรรพชนที่ถ่ายทอดออกมาให้เห็นว่า ช่วงยุคเอโดะ (Edo Period) นี่พวกเขาใช้ชีวิตในชนบทอย่างสงบเรียบง่ายได้อย่างไร
ชูไฮ ฟูจิซาว่า – ผู้ประพันธ์ (SHUHEI FUJISAWA: Author)
ฟูจิซาว่าเกิดเมื่อปี 1927 ใน Yamagata Prefecture เขาเป็นนักข่าวก่อนจะเริ่มเขียนผลงานในช่วงพักฟื้นจากการรักษาวัณโรค เขามีผลงานเป็นนวนิยายและเรื่องสั้นตีพิมพ์มากกว่า 50 เรื่อง โดย “Ansatsu no Nenrin” หรือ “Annals of Assassination” ของเขาได้รับรางวัล Naoki award อันทรงเกียรติในปี 1973 และกลายเป็นนักเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่โด่งดัง ความนิยมในผลงานของเขาไม่ลดน้อยลงเลยแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1997 เพราะหลังจากนั้นผลงานของเขายังขายได้มากกว่า 23 ล้านเล่ม ภาพยนตร์เรื่อง “The Twilight Samurai” ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของฟูจิซาว่า 3 เรื่อง ส่วน “The Hidden Blade” ก็ดัดแปลงมาจากนิยายของเขาสองเล่ม ล่าสุดมิตซูโอ คูโรสูชิ (Mitsuo Kurotsuchi) ดัดแปลง “Semishigure” นิยายของฟูจิซาว่าที่มีคนอ่านมากที่สุดเป็นภาพยนตร์
ทาคูยะ คิมูระ รับบทเป็น ชินโนโจ มิมูระ (TAKUYA KIMURA: Shinnojo Mimura)
ทาคูยะ คิมูระเกิดในโตเกียว (Tokyo) เมื่อปี 1972 เขาแจ้งเกิดในวงการบันเทิงเมื่อปี 1991 โดยเป็นสมาชิกบอยแบนด์วง SMAP มีเพลงดังมากมาย
นำแสดงในผลงานทางโทรทัศน์ เรตติ้งสูงสุด หลายเรื่อง อาทิ “Long Vacation” (1996), “Beautiful Life” (2000), “Hero” (2001), “Good Luck!!” (2003), “Pride” (2004), “Engine” (2005) ,
Karei naru Ichizoku (2007)
เสน่ห์ของเขาได้รับความนิยมไม่เคยตก (แน่นอนอยู่แล้ว !!!! แฟน TT นี่นา 555)
มีผลงานทั้งละครโทรทัศน์, รายการวาไรตี้, ผลงานโฆษณา, รายการวิทยุ, และนิตยสารโดยตลอด เขายังร่วมแสดงใน
ภาพยนตร์ “2046” (2004) ของ หว่อง การ์ -ไว (Wong Kar-Wai) ที่ได้ฉายใน Cannes Film Festival
ตัวหนังยังได้รางวัล New York Film Critics Circle Award สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
(Best Foreign Language Film) ปี 2004 ยังเขาก็ได้งานท้าทายให้เสียงตัวละครนำแสดงเป็น Howl ใน
“Howl’s Moving Castle” ของฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki)
รายชื่อผลงาน / รางวัล ของที่รัก อ่านได้ตามลิงค์
http://www.tokyograph.com/info/Takuya_Kimura
++++++++++++++++++++++++
แถลงข่าวเปิดตัวหนังที่โตเกียว ช่วงนั้นหนังยังถ่ายอยู่
ที่รักไว้เครานิดหน่อยเพื่อถ่ายหนัง
แถลงข่าวหนัง Bushi no Ichibun ที่โอซาก้า เมื่อวันที่ 11 /11/2006 ที่ผ่านมาค่ะ
คล้ายๆ จิโร่ตัดผมสั้นเหมือนกันนะคะ
+++++++++++++++++++++++++
แถลงข่าวเปิดตัวหนัง Bushi no Ichibun บนรถไฟ
ทาคุยะ กับผู้กำกับฯโยจิ ยามาดะ และคุณนางเอก
เดินทางด้วยรถไฟ ไปไหว้ศาลเจ้า
คนขวาสุดเขาเท่ห์จริงๆ
อ่ะชมความเท่ห์กันเต็มๆตา
มีเลี้ยงอาหารด้วย ทาคุยะเขาบอก ทานนะครับ …กับกล้อง
คุณแม่บ้านที่นั่งข้างหลังก็ขานรับ ..ทาคุยะเลยนึกได้ รีบหันไป
พูด ทานนะครับ ตามมารยาทกับคุณแม่บ้านที่นั่งข้างหลัง
++++++++++++++++++
2 ธ.ค. 2006 หนัง Bushi no Ichibun เปิดฉายที่ญี่ปุ่น
ที่รักไปปรากฏตัวรอบสื่อมวลชนเปิดตัวหนังด้วย
ภาพข่าวเมื่อเช้าวันที่3 ธ.ค.ค่ะ







